← บทความและความรู้

ขุนแผนสามอาถรรพณ์ หลวงปู่ชื่น วัดตาอี เมื่อเครื่องรางสามชนิดมารวมอยู่ในพระองค์เดียว

ศึกษาขุนแผนยอดเฮี้ยน 3 อาถรรพณ์ หลวงปู่ชื่น วัดตาอี ปี 2544 ตั้งแต่พิมพ์พระ มวลสาร ของฝังด้านหลัง พิธีปลุกเสก จำนวนสร้าง และบทอาราธนา

◉ เข้าชม 8
แชร์บทความ
ขุนแผนสามอาถรรพณ์ หลวงปู่ชื่น วัดตาอี

พระหนึ่งองค์จะใส่อะไรไว้ด้านหลังได้มากแค่ไหน?

สำหรับ “ขุนแผนสามอาถรรพณ์” คำตอบคือมากพอที่จะทำให้ด้านหลังของพระกลายเป็นจุดที่คนอยากพลิกดูทันที เพราะใต้เนื้อผงนั้นมีรูปเครื่องรางขนาดเล็กฝังอยู่ถึงสามชนิด ได้แก่ แม่เป๋อ อิ้นคู่ และม้าเสพนาง

ด้านหน้ายังไม่ใช่พระพุทธรูป หากเป็นขุนแผนในรูปฆราวาสตามคติพื้นบ้าน ตัวพิมพ์ เนื้อหา และของบรรจุจึงเดินไปในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจน นั่นคือเรื่องเมตตา การเข้าสังคม และแรงดึงดูดตามความเชื่อโบราณ

รุ่นนี้มีชื่อเต็มที่พบในตลาดพระเก่าว่า “ขุนแผนยอดเฮี้ยน 3 อาถรรพณ์” บางแห่งเรียก “ขุนแผน 3 อาถรรพ์” หรือ “ขุนแผนสามอาถรรพย์” ทั้งหมดหมายถึงวัตถุมงคลชุดเดียวกันของหลวงปู่ชื่น ติคญาโณ วัดตาอี จังหวัดบุรีรัมย์

คำว่า “ยอดเฮี้ยน” ฟังแล้วอาจชวนให้คิดถึงเรื่องน่ากลัว ทว่าภาษาตลาดพระใช้คำนี้เพื่อสื่อถึงความแรงตามความเชื่อและของบรรจุที่ไม่เหมือนพระทั่วไป ไม่ได้หมายความว่าเจ้าของต้องพบเหตุหลอนทุกค่ำคืน แบบนั้นก็คงไม่มีใครกล้าแขวนออกจากบ้านพอดี

ขุนแผนสามอาถรรพณ์สร้างขึ้นเมื่อใด

ข้อมูลจากรายการพระเก่าและเว็บไซต์สะสมหลายแห่งระบุตรงกันว่า ขุนแผนสามอาถรรพณ์สร้างเมื่อ พ.ศ. 2544 ช่วงนั้นหลวงปู่ชื่นเริ่มเป็นที่รู้จักกว้างขวางจากวัตถุมงคลเนื้อผงและเครื่องรางสายเมตตา

พระรุ่นนี้จึงอยู่ในช่วงเดียวกับวัตถุมงคลสำคัญอีกหลายรายการของท่าน แต่มีเอกลักษณ์ต่างออกไป เพราะนำเครื่องรางโลหะสามรูปแบบมาฝังรวมไว้ด้านหลังพระเนื้อผง

ยังไม่พบใบจองเดิมหรือบัญชีวัดที่อธิบายชื่อผู้จัดสร้างและวันประกอบพิธีอย่างละเอียด ข้อมูลที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่มาจากคำบอกเล่าของศิษย์ ร้านพระยุคต้น และองค์พระซึ่งมีกล่องเดิมประกอบ

เมื่อเผยแพร่ประวัติ จึงควรใช้ปี 2544 พร้อมระบุว่าเป็นปีตามข้อมูลฝ่ายศิษย์ ไม่ควรแต่งวัน เดือน หรือสถานที่ประกอบพิธีเพิ่มขึ้นจากที่หลักฐานมีอยู่

พิมพ์ด้านหน้าเป็นขุนแผน ไม่ใช่พระพุทธ

ความต่างจากขุนแผนนาคเกี้ยวเห็นได้ทันที ขุนแผนนาคเกี้ยวสร้างเป็นพระพุทธปางมารวิชัยเหนือรูปนาค ส่วนขุนแผนสามอาถรรพณ์เป็นรูปบุรุษในคติขุนแผนอย่างชัดเจน

ลักษณะนี้ทำให้พระถูกจัดอยู่กึ่งกลางระหว่างพระเนื้อผงกับเครื่องราง รูปด้านหน้าแทนบุคลิกของขุนแผน ขณะที่ด้านหลังรวบรวมสัญลักษณ์ด้านเมตตาสามชนิดเข้าด้วยกัน

พระแต่ละองค์เป็นงานกดพิมพ์ด้วยมือ เนื้อ สี และรายละเอียดจึงไม่เหมือนกันทั้งหมด บางองค์สีน้ำตาลอ่อน บางองค์เข้มกว่า บางชิ้นเห็นเส้นใยว่านหรือเม็ดมวลสารชัด ส่วนองค์ที่ผ่านน้ำมันก็อาจมีผิวฉ่ำและสีลึกกว่าพระเนื้อแห้ง

ความต่างเช่นนี้เป็นเรื่องที่พบได้ในงานเนื้อผง แต่ไม่ควรใช้คำว่า “กดมือ” เป็นข้อรับรองความแท้เพียงข้อเดียว เพราะพระทำใหม่ก็สร้างรอยกดและความไม่เรียบร้อยเลียนแบบได้เช่นกัน

สามอาถรรพณ์ด้านหลังคืออะไร

หัวใจของรุ่นอยู่ที่เครื่องรางสามชนิดซึ่งฝังอยู่ด้านหลัง แต่ละอย่างมีรูปลักษณ์และความหมายเฉพาะตัว

ชิ้นแรกคือ “แม่เป๋อ” หรือที่บางแหล่งเรียกแม่เป๋อพิศวาสและแม่เป๋อจำแลง เป็นรูปสตรีเปลือยในท่านั่งชันเข่า รูปลักษณ์ของแม่เป๋อในคติขอมสัมพันธ์กับความเป็นแม่ การให้กำเนิด และเมตตาที่แม่มีต่อลูก ต่อมาจึงถูกตีความขยายไปสู่เรื่องความรัก ความเอ็นดู และการเจรจา

ชิ้นที่สองคือ “อิ้นคู่” เป็นรูปบุคคลชายหญิงกอดหรือเกี้ยวกัน ใช้เป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ ความปรองดอง และความผูกพัน ผู้สะสมมักเรียกว่าอิ้นคู่มหาเสน่ห์

ชิ้นสุดท้ายคือ “ม้าเสพนาง” รูปม้าคู่กับสตรีตามคติของเครื่องรางพื้นบ้าน สื่อถึงพลัง ความกระตือรือร้น และแรงดึงดูดในด้านความสัมพันธ์

เมื่อนำทั้งสามชิ้นมาฝังในองค์เดียว จึงเกิดชื่อ “ขุนแผนสามอาถรรพณ์” ขึ้นมาอย่างตรงตัว ไม่ต้องตีความอ้อมไปไหนให้เหนื่อย

โลหะสำหรับทำเครื่องรางทั้งสามชิ้น

ประวัติฝ่ายศิษย์ระบุว่า แม่เป๋อ อิ้นคู่ และม้าเสพนางหล่อจากชนวนโลหะซึ่งรวบรวมจากวัสดุตามคติอาถรรพณ์ เช่น เหรียญที่เกี่ยวข้องกับพิธีศพและตะปูจากโลงศพในหลายป่าช้า

หลังหลอมรวมเป็นชนวนจึงนำไปสร้างเป็นเครื่องรางขนาดเล็ก ก่อนฝังลงด้านหลังองค์พระ

เรื่องที่มาของโลหะยังเป็นคำบอกเล่า ไม่สามารถพิสูจน์ได้จากการส่องผิวพระหรือดูสีสนิมเพียงอย่างเดียว การเขียนว่า “ตามประวัติฝ่ายศิษย์ระบุว่า” จึงตรงกับสถานะข้อมูลมากที่สุด

ไม่ควรเห็นโลหะเก่าชิ้นหนึ่งแล้วประกาศว่าเป็นเงินปากผี เพราะโลหะผสมหลายชนิดมีสีและคราบใกล้เคียงกัน การรู้แหล่งที่มาต้องอาศัยประวัติการจัดสร้างหรือหลักฐานจากผู้ทำพิธี ไม่ใช่การเดาจากสีอย่างเดียว

มวลสารในเนื้อพระ

มวลสารที่ถูกกล่าวถึงบ่อยที่สุดคือ “ผงพญาเทครัว” ตามด้วยผงพรายกุมาร ผงสาริกาเจ็ดอาถรรพณ์ ผงสาริกาตายพราย และผงนางอกแตก

กลุ่มว่านประกอบด้วยว่านดอกไม้ทองตัวผู้กับตัวเมีย ว่านขุนแผน ว่านกาหลง และว่านจูงนาง ว่านเหล่านี้ถูกเลือกตามคติด้านเมตตา ความนิยม และความสัมพันธ์

ข้อมูลบางแหล่งใช้คำว่า “ว่านดอกทอง” ขณะที่บางแห่งเขียน “ว่านดอกไม้ทอง” ชื่ออาจหมายถึงพืชหรือมวลสารคนละชนิด จึงควรรักษาถ้อยคำตามต้นทางและไม่ยืนยันชนิดทางพฤกษศาสตร์ หากยังไม่มีตัวอย่างว่านเดิมให้ตรวจสอบ

ผงกับว่านทั้งหมดถูกบดและผสมรวมกัน แล้วประสานด้วยน้ำมันในกลุ่มเมตตามหาเสน่ห์ ก่อนนำมากดเป็นองค์พระทีละองค์

มวลสารเหล่านี้เป็นข้อมูลในวัฒนธรรมความเชื่อ ไม่ใช่รายงานตรวจองค์ประกอบจากห้องทดลอง พระทุกองค์อาจมีสัดส่วนและการกระจายตัวของวัสดุไม่เท่ากันตามธรรมชาติของงานทำมือ

ทำไมสีของพระจึงไม่เหมือนกัน

ข้อมูลจากองค์พระที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดระบุว่า พบทั้งพระสีน้ำตาลอ่อนและน้ำตาลเข้ม

องค์ที่ผ่านน้ำมันว่านสายเมตตามักถูกอธิบายว่ามีสีน้ำตาลอ่อน ส่วนองค์ที่ผ่านน้ำมันพรายว่านแดงจะมีสีเข้มกว่า สีจริงยังเปลี่ยนไปตามสัดส่วนว่าน ระยะเวลาที่สัมผัสน้ำมัน การเก็บรักษา และการใช้บูชาด้วย

จุดนี้ต้องระวังมาก น้ำมันสามารถถูกทาเพิ่มภายหลังได้ พระสีเข้มจึงไม่ได้พิเศษหรือแท้กว่าสีอ่อนโดยอัตโนมัติ ส่วนพระผิวแห้งก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ผ่านพิธี

ให้พิจารณาความเก่าของเนื้อ การยุบตัวตามซอก รอยกด ขอบองค์พระ ลักษณะของโลหะฝัง และการเชื่อมตัวระหว่างเครื่องรางกับเนื้อผงไปพร้อมกัน จะมีน้ำหนักกว่าดูสีเพียงจุดเดียว

พิธีสร้างเริ่มจากการเตรียมมวลสาร

ตามประวัติการสร้าง หลวงปู่ชื่นนำผง ว่าน และน้ำมันมาประชุมเข้าด้วยกันตามตำราเขมร เนื้อที่ได้จึงถูกนำมากดพิมพ์ด้วยมือ ไม่ใช่งานปั๊มจากโรงงาน

เมื่อกดด้านหน้าเสร็จ จึงฝังแม่เป๋อ อิ้นคู่ และม้าเสพนางลงด้านหลัง จากนั้นใช้เนื้อผงประสานชิ้นโลหะให้อยู่กับองค์พระ

ด้านหลังยังมีการลงหรือจารยันต์นะอกแตกครอบของฝังทั้งสามชนิดอีกชั้นหนึ่ง ชื่อยันต์มีนัยในตำราเมตตาเรื่องความคิดถึงและแรงดึงดูด มิได้หมายถึงอันตรายทางกายตามความหมายตรงของคำว่าอกแตก

ขั้นตอนนี้ทำให้ด้านหลังพระมีข้อมูลสำหรับศึกษาอยู่มาก ทั้งรูปเครื่องราง ตำแหน่งฝัง รอยประสานเนื้อ และอักขระกำกับ หากองค์ใดมีด้านหลังต่างไปมาก ควรตรวจให้แน่ก่อนว่าเป็นพิมพ์เดียวกันหรือพระคนละรุ่น

การปลุกเสกแยกเป็นสี่ขั้นตอน

ข้อมูลพิธีฝ่ายศิษย์เล่าว่า หลวงปู่ชื่นแยกอธิษฐานจิตออกเป็นสี่ช่วง เพื่อกำกับองค์ประกอบแต่ละส่วนโดยเฉพาะ

ช่วงแรกเป็นการปลุกเสกตัวขุนแผนด้านหน้า เปรียบเสมือนการตั้งแกนหลักขององค์พระ

ช่วงที่สองกำกับแม่เป๋อ โดยบริกรรมวิชาที่สัมพันธ์กับคติเมตตาและความเอ็นดู

ช่วงที่สามกำกับอิ้นคู่ เน้นความสัมพันธ์ ความสมานฉันท์ และแรงดึงดูดตามตำรา

ช่วงที่สี่กำกับม้าเสพนาง ซึ่งฝ่ายศิษย์เชื่อมโยงกับความกระตือรือร้นและเสน่ห์

เมื่อลงวิชาครบทั้งสี่ช่วง จึงนำองค์พระมาลงยันต์นะอกแตกครอบของฝังทั้งหมดอีกครั้ง เป็นการรวมส่วนประกอบหลายชิ้นให้ทำงานอยู่ภายใต้การอธิษฐานเดียวกันตามคติของผู้สร้าง

รายละเอียดเรื่อง “เรียกวิญญาณ” หรือ “เรียกญาณ” ที่ปรากฏในบทความตลาดพระเป็นภาษาความเชื่อของฝ่ายผู้สร้าง ไม่ควรนำไปเขียนเป็นข้อเท็จจริงว่ามีดวงวิญญาณอยู่ในพระทุกองค์

อาบน้ำมันเจ็ดราตรีและปลุกเสกซ้ำ

หลังจากกำกับองค์ประกอบทั้งสามแล้ว มีข้อมูลว่าหลวงปู่นำพระไปอาบหรือแช่น้ำมันในกลุ่มเมตตามหาเสน่ห์เป็นเวลาเจ็ดราตรี

เมื่อครบกำหนดจึงนำกลับมาปลุกเสกซ้ำด้วยมนต์เมตตา มหานิยม และมหาละลวย เป็นขั้นตอนปิดท้ายก่อนนำออกให้ผู้ศรัทธาบูชา

คำว่าเจ็ดราตรีพบซ้ำในประวัติหลายแห่ง จึงเป็นรายละเอียดที่กล่าวได้โดยอ้างว่าเป็นข้อมูลฝ่ายศิษย์ ส่วนวันเริ่มพิธี วันสิ้นสุด สถานที่ทำพิธี และรายชื่อผู้ร่วมงานยังไม่ปรากฏชัด

ไม่ควรเติมเรื่องฤกษ์ จันทรคราส หรือพิธีชัยมหานาถลงในประวัติรุ่นนี้ เพราะยังไม่มีหลักฐานว่าขุนแผนสามอาถรรพณ์เข้าพิธีเหล่านั้น การเห็นว่าเป็นพระหลวงปู่ชื่นเหมือนกัน ไม่ได้แปลว่าทุกองค์เข้าพิธีเดียวกันหมด

จำนวนสร้างประมาณ 200 องค์

แหล่งข้อมูลฝ่ายสะสมระบุจำนวนสร้างขุนแผนสามอาถรรพณ์ไว้ 200 องค์ จำนวนนี้สอดคล้องกับลักษณะงานที่ต้องทำเครื่องรางขนาดเล็กสามชิ้นและฝังด้วยมือทีละองค์

ยังไม่พบภาพใบจอง บัญชีวัด หรือเอกสารจากผู้จัดสร้างซึ่งยืนยันตัวเลขดังกล่าว จึงควรเขียนว่า “มีข้อมูลฝ่ายศิษย์ระบุว่าสร้างประมาณ 200 องค์”

ไม่ควรใช้ตัวเลขนี้รับรองความแท้ เพราะพระทำเสริมและงานเลียนแบบอาจมีจำนวนมากกว่าพระยุคต้นเสียอีก ข้อมูลจำนวนสร้างช่วยอธิบายความหายาก แต่ไม่สามารถบอกว่าองค์ที่อยู่ตรงหน้าเป็นหนึ่งในสองร้อยองค์ได้ด้วยตัวมันเอง

มีกี่เนื้อ กี่แบบ

จากข้อมูลที่ค้นพบ ไม่ปรากฏบัญชีแยกเป็นหลายพิมพ์หรือหลายเนื้ออย่างเป็นทางการ ความแตกต่างที่เห็นส่วนใหญ่เกิดจากมวลสารและน้ำมัน

องค์สีน้ำตาลอ่อนมักถูกเรียกว่าเนื้อว่านหรือน้ำมันว่าน ส่วนองค์สีน้ำตาลเข้มถูกเรียกว่าชุบน้ำมันพรายว่านแดง พระบางองค์มีสีผึ้งเจิมหรือป้ายอยู่ด้านหน้าและด้านหลัง

องค์ที่ไม่มีของฝังครบสามชิ้นต้องตรวจอย่างระมัดระวัง อาจเกิดจากของฝังหลุด พระชำรุด งานทำเสริม หรือเป็นวัตถุมงคลคนละแบบ ไม่ควรตั้งชื่อว่า “พิมพ์พิเศษ” เพียงเพราะไม่เหมือนองค์มาตรฐาน

แก่นของขุนแผนสามอาถรรพณ์คือ ด้านหน้าเป็นขุนแผนฆราวาส ด้านหลังฝังแม่เป๋อ อิ้นคู่ และม้าเสพนาง หากขาดองค์ประกอบนี้ ชื่อ “สามอาถรรพณ์” ก็แทบไม่เหลือความหมาย

ความเชื่อเรื่องพุทธคุณ

ประวัติฝ่ายศิษย์กล่าวถึงพุทธคุณด้านเมตตามหานิยม การเจรจา การค้าขาย ความมั่นใจ และการได้รับความสนใจจากคนรอบข้าง

ด้วยองค์ประกอบของอิ้นคู่กับแม่เป๋อ รุ่นนี้จึงมักถูกพูดถึงด้านความรักมากเป็นพิเศษ ส่วนม้าเสพนางทำให้คำโฆษณาในตลาดบางแห่งรุนแรงไปถึงเรื่องมหาเสน่ห์ขั้นสูง

การนำเสนออย่างรับผิดชอบควรแยกความเชื่อออกจากผลที่พิสูจน์ได้ พระเครื่องอาจเป็นกำลังใจแก่ผู้บูชา แต่ไม่สามารถรับรองว่าบุคคลใดจะรัก หลง หรือกลับมาหาเรา

คำอธิษฐานที่เหมาะสมควรมุ่งให้ผู้บูชามีเมตตา วาจาดี พบความสัมพันธ์ที่จริงใจ และแก้ปัญหาด้วยสติ มากกว่าขอให้ใครเสียการควบคุมหรือฝืนความสมัครใจของตน

บทสวดอาราธนาขุนแผนสามอาถรรพณ์

ตัวบทที่พบเผยแพร่คู่กับพระรุ่นนี้มีรากจากคาถาบารมี 30 ทัศ แล้วแทรกคำอธิษฐานด้านเมตตาไว้ในแต่ละวรรค

ก่อนสวดให้ตั้งนะโม 3 จบ ระลึกถึงพระรัตนตรัย บิดามารดา ครูบาอาจารย์ และหลวงปู่ชื่น ติคญาโณ จากนั้นภาวนาว่า

“อิติปาระมิตตาติงสา
พิศวาสหลงใหล พิศมัยยินดี
ใจจิตคิดถึง เคล้าคลึงวิญญาณ
วิชชาจะระณะสัมปันโน

อิติสัพพัญญะมาคะตา
พิศวาสหลงใหล พิศมัยยินดี
ใจจิตคิดถึง เคล้าคลึงวิญญาณ
วิชชาจะระณะสัมปันโน

อิติโพธิมะนุปปัตโต
พิศวาสหลงใหล พิศมัยยินดี
ใจจิตคิดถึง เคล้าคลึงวิญญาณ
วิชชาจะระณะสัมปันโน

อิติปิโสจะเตนะโม
พิศวาสหลงใหล พิศมัยยินดี
ใจจิตคิดถึง เคล้าคลึงวิญญาณ
วิชชาจะระณะสัมปันโน”

แหล่งข้อมูลบางแห่งแนะนำ 7–9 จบ ขณะที่อีกแห่งระบุว่าสวดได้ 3, 5, 7 หรือ 9 จบ จำนวนจบจึงไม่ได้ตรงกันทุกแหล่ง

เลือกจำนวนที่สะดวกและไม่ทำให้การสวดกลายเป็นภาระก็พอ ความตั้งใจมีน้ำหนักกว่าการรีบท่องให้ครบตัวเลข

ตัวสะกดของคาถายังต่างกัน เช่น “อิติสัพพัญญมาคะตา” กับ “อิติสัพพัญญะมาคะตา” รวมถึง “อิติปิโสจะเตนะโม” กับ “อิติปิโสจะเตนนะโม” บทความนี้เลือกแบบที่อ่านได้ลื่น แต่ไม่อ้างว่าเป็นอักขระต้นฉบับจากใบคาถาของวัด

วิธีอาราธนาแบบไม่ซับซ้อน

ก่อนนำขึ้นคอ ให้ตั้งจิตสงบแล้วกล่าวนะโม 3 จบ ระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณบิดามารดา และครูบาอาจารย์

สวดคาถาประจำรุ่นตามกำลัง จากนั้นอธิษฐานให้ตนมีเมตตา พูดจาน่าฟัง ประกอบอาชีพสุจริต และพบผู้คนที่จริงใจ

หากจำคาถาไม่ได้ ใช้คำว่า “นะโมพุทธายะ” แล้วระลึกถึงหลวงปู่ชื่นก็ได้ ไม่มีหลักฐานว่าพระจะหมดความหมายเพราะเจ้าของจำคาถายาวไม่ได้

การรักษาศีล ไม่หลอกลวงเรื่องความรัก และไม่ใช้ความไว้วางใจของคนอื่นหาผลประโยชน์ เป็นวิธีบูชาที่เข้ากับคำว่าเมตตามากกว่าการท่องคาถาแล้วหวังบังคับใจใคร

จุดที่ควรดูก่อนสะสม

เริ่มจากพิมพ์ด้านหน้า ต้องเป็นรูปขุนแผนฆราวาส ไม่ใช่พระพุทธหรือขุนแผนสามสาวพิศวาส

พลิกด้านหลังดูเครื่องรางทั้งสามตำแหน่ง ได้แก่ แม่เป๋อ อิ้นคู่ และม้าเสพนาง พร้อมรอยประสานที่สอดคล้องกับการฝังลงในเนื้อเดิม

พิจารณาผิวโลหะ ความเก่า เนื้อผงตามซอก และร่องรอยของน้ำมันร่วมกัน หากของฝังดูใหม่ผิดกับเนื้อพระ หรือมีคราบแต่งรอบชิ้นโลหะ ควรตรวจเพิ่ม

กล่องเดิมช่วยสนับสนุนที่มา แต่กล่องสามารถสลับกันได้ ส่วนเรื่องเล่าประสบการณ์ช่วยบอกความนิยม ไม่ได้ช่วยยืนยันพิมพ์ เนื้อ หรืออายุของพระ

อย่าใช้คำว่า “มีพราย” หรือ “เฮี้ยน” เป็นเกณฑ์พิจารณาความแท้ ความรู้สึกขนลุกอาจมาจากแอร์ในห้องพระก็ได้ พิมพ์กับเนื้อยังคงซื่อสัตย์กว่าความรู้สึกเสมอ

ขุนแผนสามอาถรรพณ์เป็นงานที่สะท้อนความเชื่อสายเขมรของหลวงปู่ชื่นอย่างชัด ทั้งผง ว่าน น้ำมัน ยันต์ และเครื่องรางสามชนิดในองค์เดียว แต่เสน่ห์ของผู้ครอบครองจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อมาพร้อมความรับผิดชอบ—เพราะการทำให้คนรักอาจเป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็อยากได้ ส่วนการรักษาน้ำใจของคนที่รักเรา นั่นต่างหากที่ต้องใช้วิชาจริง

แชร์บทความนี้