เคยสงสัยไหมว่า เหตุใดพระเครื่ององค์หนึ่งจึงใช้ชื่อว่า “ชมตลาด”
ชื่อฟังดูสบาย ๆ เหมือนชายหนุ่มแต่งตัวดี เดินทอดน่องอยู่ท่ามกลางผู้คน แต่เมื่อมองลงไปบนองค์พระ เราจะเห็นชายโบราณถือร่มและดาบ มีท่าทางสง่างามคล้ายขุนนางหรือนักรบผู้มียศ ภาพนั้นเองทำให้ขุนแผนชมตลาดของหลวงปู่ชื่น ติคญาโณ แตกต่างจากพระขุนแผนพิมพ์พระพุทธซึ่งพบกันทั่วไป
วัตถุมงคลชิ้นนี้ไม่ได้เล่าเรื่องคนหลบซ่อนอยู่ในเรือน หรือชายผู้มุ่งออกรบ หากเป็นภาพของคนที่กล้าเดินเข้าไปในที่ชุมชนอย่างมั่นใจ ใครเห็นก็อยากมอง ใครได้พูดคุยก็รู้สึกถูกชะตา
หลวงปู่ชื่นเคยกล่าวถึงขุนแผนพิมพ์นี้ไว้สั้น ๆ ตามความทรงจำของศิษย์ว่า
“ดีทางเข้าสังคม เด่นสง่ากว่าเขา”
เพียงประโยคเดียว ก็เห็นบุคลิกของพระรุ่นนี้แทบทั้งหมด
จากพระธุดงค์สายเขากุเลน สู่การสร้างขุนแผนชมตลาด
หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ เป็นพระเกจิผู้มีพื้นเพจากกัมพูชา ผ่านการศึกษากรรมฐาน อักขระ และตำราพื้นถิ่นจากครูบาอาจารย์หลายรูป โดยเฉพาะสายเขากุเลน ก่อนเดินทางมาจำพรรษาที่วัดตาอี อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์
ช่วงแรกที่อยู่เมืองไทย ท่านใช้ชีวิตเงียบ ๆ ไม่ได้สร้างวัตถุมงคลออกมาอย่างกว้างขวาง กระทั่งช่วง พ.ศ. 2542 เป็นต้นมา จึงเริ่มมีการจัดสร้างพระและเครื่องรางอย่างเป็นทางการมากขึ้น จุดประสงค์สำคัญคือรวบรวมปัจจัยสำหรับก่อสร้างอุโบสถและพัฒนาถาวรวัตถุของวัด
ขุนแผนชมตลาดถือกำเนิดขึ้นในช่วงที่ชื่อของหลวงปู่เริ่มเป็นที่รู้จัก คาดว่าสร้างประมาณ พ.ศ. 2543 แม้บางแหล่งจะระบุ พ.ศ. 2545 แต่รายการประมูลเก่าหลายแห่งและคำบอกเล่ายุคต้นให้น้ำหนักไปทางปี 2543 มากกว่า
คำว่า “ขุนแผน” ในชื่อรุ่นนี้หมายถึงตัวละครชายในคติพื้นบ้าน ไม่ใช่ชื่อเรียกพระพุทธพิมพ์แบบที่พบในขุนแผนนาคเกี้ยวหรือขุนแผนมะรุมมะตุ้มของหลวงปู่ชื่น
ลองสังเกตที่พิมพ์ให้ดี จะเห็นชายแต่งกายอย่างคนมีฐานะ มือข้างหนึ่งถือร่ม อีกข้างถือดาบประจำกาย ท่วงท่าเหมือนกำลังก้าวเดินตรวจตราหรือเดินชมผู้คนในตลาด เขาไม่ได้ยืนหลบใคร และดูไม่มีทีท่าว่าจะขาดความมั่นใจเสียด้วย
ทำไมต้องเป็น “ชมตลาด”
ตลาดในอดีตไม่ได้มีหน้าที่ซื้อขายของเท่านั้น ที่นั่นเป็นพื้นที่พบปะ แลกเปลี่ยนข่าวสาร เจรจาธุรกิจ และสร้างความสัมพันธ์ของคนในชุมชน
ผู้ที่จะเดินเข้าตลาดแล้วได้รับความสนใจ ย่อมต้องมีทั้งบุคลิก วาจา และความน่าเชื่อถือ ชื่อขุนแผนชมตลาดจึงสื่อถึงการปรากฏตัวท่ามกลางผู้คนอย่างมีสง่าราศี ไม่ใช่จำกัดอยู่แค่เสน่ห์ต่อเพศตรงข้าม
ด้วยเหตุนี้ ลูกศิษย์จึงนิยมพระรุ่นนี้ในกลุ่มพ่อค้าแม่ค้า คนทำงานขาย ผู้ที่ต้องเจรจากับลูกค้า ศิลปิน นักแสดง และคนที่ทำงานโดยอาศัยความไว้วางใจจากผู้อื่น
บางคนแขวนเพราะอยากเพิ่มความมั่นใจ บางคนพกไว้ก่อนเข้าพบผู้ใหญ่ ส่วนคนค้าขายก็มองว่าเป็นเครื่องเตือนใจให้พูดจาดี ยิ้มแย้ม และรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า เรื่องง่าย ๆ แบบนี้ดูไม่หวือหวา แต่ใช้ได้จริงกว่าการรอปาฏิหาริย์อยู่เฉย ๆ มากนัก
การเตรียมผงก่อนสร้างองค์พระ
ข้อมูลฝ่ายศิษย์ระบุว่า หลวงปู่ชื่นให้ความสำคัญกับการทำผงมาก ท่านไม่ได้รวบรวมมวลสารแล้วนำมากดพิมพ์ทันที แต่มีการลงอักขระบนกระดานชนวน ลบผง และปลุกกำกับตามตำราที่ได้รับการถ่ายทอดมา
หัวใจของขุนแผนชมตลาดคือ “ผงเมตตา 108 ประการ” มีข้อมูลว่าหลวงปู่ลงอักขระและพระยันต์บนกระดานชนวนจนครบ 108 ยันต์ ก่อนลบรวมเป็นผงสำหรับใช้เป็นส่วนผสม
วิชาลบผงนี้ ฝ่ายศิษย์เชื่อมโยงกับหลวงปู่ดี สุวรรณดี พระอาจารย์สายเขากุเลนของหลวงปู่ชื่น การเขียนอักขระแล้วลบเป็นผงไม่ใช่เพียงการทำวัสดุให้ละเอียด แต่เป็นขั้นตอนทางพิธีกรรมที่ผู้สร้างต้องมีสมาธิและรักษาลำดับตามตำรา
เมื่อเตรียมผงหลักเสร็จ จึงนำมารวมกับมวลสารอื่น แล้วกดขึ้นรูปเป็นองค์ขุนแผนชมตลาด
มวลสารที่กล่าวถึงในประวัติการสร้าง
รายการมวลสารของขุนแผนชมตลาดที่เผยแพร่ในวงการศิษย์มีค่อนข้างมาก ส่วนประกอบสำคัญคือผงเมตตาและว่านตามคติความเชื่อโบราณ
มีการกล่าวถึงผงพรายทองคำ ไม้ตะเคียนตกน้ำมัน สีผึ้ง เกสรดอกไม้ทอง ว่าน 108 ชนิด และน้ำมันที่จัดอยู่ในกลุ่มเมตตามหานิยม
อีกส่วนหนึ่งคือผงเก่าจากสายหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ซึ่งข้อมูลฝ่ายผู้จัดสร้างระบุชื่อไว้หลายชนิด ได้แก่ ผงปถมัง ผงอิทธิเจ ผงตรีนิสิงเห ผงมหาไว ผงมหาปราบ และผงจินดามณี ตลอดจนแป้งเสก สีผึ้ง ลูกอม และผงพรายกุมาร
มวลสารแต่ละชนิดมีความหมายในตำราไม่เหมือนกัน ผงปถมังกับอิทธิเจมักเกี่ยวข้องกับการทำผงและเมตตามหานิยม ผงจินดามณีเชื่อมโยงกับคติความสำเร็จและสิ่งที่ปรารถนา ขณะที่ว่านและเกสรดอกไม้ถูกใช้เป็นส่วนประกอบด้านเสน่ห์และความนิยม
รายชื่อทั้งหมดมาจากประวัติฝ่ายศิษย์และบทความตลาดพระ ยังไม่มีผลตรวจทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าส่วนผสมทุกชนิดพบอยู่ในพระทุกองค์ เวลานำข้อมูลไปเผยแพร่ จึงควรใช้ถ้อยคำว่า “ตามประวัติการสร้างระบุว่า” แทนการยืนยันแบบฟันธง
พิธีปลุกเสกกับเรื่องเล่าต้นไม้ข้างกุฏิ
หลังจากกดองค์พระแล้ว มีข้อมูลว่าหลวงปู่ชื่นอธิษฐานจิตกำกับวัตถุมงคลด้วยมนต์ในสายเมตตา มหานิยม และคติราชาธิราช
คำบอกเล่าฝ่ายศิษย์กล่าวว่า ท่านใช้มนต์อาถรรพณ์ราชาธิราชหรืออาถรรพณ์มหาจักรพรรดิร่วมกับมนต์เทวาสี่ทิศ คติของวิชาเหล่านี้ไม่ได้มุ่งเรื่องเสน่ห์เพียงด้านเดียว แต่รวมถึงสง่าราศี อำนาจในการเจรจา การได้รับความยอมรับ และความคุ้มครองระหว่างเดินทาง
มีเรื่องเล่าที่ถูกนำมาพูดถึงบ่อยว่า ระหว่างหลวงปู่กำลังอธิษฐานจิตขุนแผนชมตลาด ต้นไม้ข้างกุฏิเกิดหักโค่นลงมา ผู้ศรัทธานำเหตุการณ์นี้ไปเชื่อมโยงกับกำลังจิตของท่าน
เรื่องดังกล่าวเป็นคำบอกเล่าจากฝ่ายศิษย์ ไม่พบรายงานเหตุการณ์หรือหลักฐานร่วมสมัยให้ตรวจสอบ จึงควรอ่านในฐานะตำนานประกอบการสร้าง มิใช่หลักฐานสำหรับพิสูจน์พลังเหนือธรรมชาติ
สิ่งที่จับต้องได้มากกว่าคือ ขุนแผนชมตลาดได้รับการสร้างและปลุกเสกในช่วงที่หลวงปู่ชื่นยังดำรงขันธ์ และเป็นหนึ่งในวัตถุมงคลที่ท่านมอบแก่ผู้มาร่วมทำบุญสร้างอุโบสถวัดตาอี
จำนวนการสร้างที่ยังต้องใช้คำว่า “ประมาณ”
ข้อมูลยุคต้นระบุจำนวนสร้างขุนแผนชมตลาดไว้ประมาณ 2,000 องค์ ตัวเลขนี้ถูกเผยแพร่ในกระทู้พระเครื่องมาตั้งแต่ราว พ.ศ. 2550 จึงถือเป็นข้อมูลตลาดรองที่ค่อนข้างเก่า
ยังไม่พบภาพใบจอง บัญชีเบิกจ่าย หรือเอกสารจากวัดที่แสดงจำนวนผลิตอย่างเป็นทางการ คำที่เหมาะสมที่สุดจึงเป็น “มีข้อมูลฝ่ายศิษย์ระบุว่าสร้างประมาณ 2,000 องค์”
ตัวเลข 500 ที่พบในรายการเก่าบางแห่งไม่ควรนำมาใช้เป็นจำนวนสร้าง เพราะข้อความอยู่ในรูปแบบบัญชีราคาและมีแนวโน้มหมายถึงราคาเช่าบูชา 500 บาทในเวลานั้น
เรื่องพิมพ์พิเศษหรือองค์ฝังตะกรุดก็ต้องตรวจเป็นรายองค์ หากไม่มีบัญชีแยก ไม่ควรนำจำนวนของพระแบบธรรมดาไปใช้รับรองแบบพิเศษโดยอัตโนมัติ
ลักษณะพิมพ์และขนาดโดยประมาณ
ขุนแผนชมตลาดมีทรงยาวกว่าพระขุนแผนพิมพ์พระพุทธทั่วไป ด้านหน้าเป็นรูปชายโบราณในท่ายืนหรือก้าวเดิน มือขวาถือร่ม มือซ้ายถือดาบ ส่วนรายละเอียดด้านหลังอาจปรากฏแตกต่างกันตามเนื้อและแบบพิเศษ
ข้อมูลจากองค์ที่เคยเผยแพร่ในตลาดเก่าระบุขนาดประมาณ 1.9 × 4.7 เซนติเมตร ตัวเลขอาจคลาดเคลื่อนเล็กน้อยจากการกดพิมพ์ การหดตัวของเนื้อ และวิธีวัดของเจ้าของแต่ละองค์
เนื้อพระมักมีโทนน้ำตาล เทา หรือเข้มตามส่วนผสมของผง ว่าน และน้ำมัน พระบางองค์อาจเห็นเส้นใย เม็ดมวลสาร หรือผิวที่มีความมันมากกว่าองค์อื่น
ความแตกต่างของสีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้ตัดสินความแท้ได้ ต้องดูรูปแบบพิมพ์ เนื้อหามวลสาร ขอบ รอยกด ตำแหน่งรายละเอียด และประวัติการได้มาร่วมกัน
ความเชื่อเรื่องพุทธคุณ
ภาพชายผู้เดินอยู่ท่ามกลางผู้คนทำให้ขุนแผนชมตลาดถูกกล่าวถึงเด่นในเรื่องการเข้าสังคม ความน่าเชื่อถือ และการเป็นที่จดจำ
ผู้ศรัทธานิยมบูชาในคติเมตตามหานิยม การเจรจา การค้าขาย การติดต่อประสานงาน และการได้รับความเอ็นดูจากผู้ใหญ่ บางคนกล่าวถึงโชคลาภและความคล่องตัวในการทำมาหากินด้วย
ด้านมหาเสน่ห์ก็มีอยู่ แต่บุคลิกของรุ่นนี้ต่างจากขุนแผนที่มุ่งเรื่องความรักโดยตรง ขุนแผนชมตลาดให้ภาพของความโดดเด่นในสังคมมากกว่า เป็นเสน่ห์แบบคนมองแล้วรู้สึกน่าเข้าใกล้ พูดคุยแล้วอยากทำธุรกิจด้วย หรือได้พบเพียงครั้งเดียวก็ยังจำได้
ทั้งหมดเป็นความเชื่อและประสบการณ์เฉพาะบุคคล ไม่ใช่ผลที่รับรองว่าจะเกิดขึ้นกับผู้บูชาทุกคน พระเครื่องอาจช่วยเตือนใจและเพิ่มความมั่นใจ แต่การพูดดี ทำงานจริง และรักษาคำพูดยังเป็น “คาถา” ที่คนรอบตัวสัมผัสได้ชัดที่สุดเสมอ
บทสวดอาราธนาขุนแผนชมตลาด
คาถาที่เผยแพร่คู่กับขุนแผนชมตลาดมีหลายบท ตัวบทบางส่วนเป็นคาถาเมตตาที่ใช้ร่วมกันในหลายสำนัก ไม่พบหลักฐานว่าหลวงปู่ชื่นแต่งขึ้นเองทั้งหมด
ก่อนอาราธนา ให้ตั้งนะโม 3 จบ ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บิดามารดา ครูบาอาจารย์ และหลวงปู่ชื่น ติคญาโณ แล้วภาวนาว่า
“สุนะโมโล”
ภาวนา 9 จบ แล้วต่อด้วย
“นะเมตตา ปัญจะพุทธายะ นะมามิหัง เมตตากรุณา
นะจุมจุม โมจุมจุม พุทจุมจุม ธาจุมจุม
ยะจุมจุม จุมจุม สวาหะ”
ภาวนา 9 รอบ ก่อนตั้งจิตอธิษฐานในสิ่งที่สุจริต
อีกบทหนึ่งเป็นคาถาสั้น เหมาะสำหรับตั้งจิตก่อนพบปะผู้คนหรือเริ่มงานค้าขาย
“พุทธัง ชิวหา เห็นหน้ากูรัก
ธัมมัง ชิวหา เห็นหน้ากูรัก
สังฆัง ชิวหา เห็นหน้ากูรัก”
ถ้าไม่สะดวกท่องคาถายาว จะใช้เพียง “นะโมพุทธายะ” พร้อมระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยและหลวงปู่ชื่นก็ได้ แก่นของการอาราธนาอยู่ที่สติ สมาธิ และเจตนาที่ไม่เบียดเบียนใคร ไม่ได้อยู่ที่จำนวนคำเพียงอย่างเดียว
วิธีบูชาโดยไม่หลงไปกับคำโฆษณา
ไม่จำเป็นต้องตั้งเครื่องเซ่นซับซ้อน พระเครื่องในพุทธศาสนาควรบูชาด้วยการรักษาศีล ทำบุญ และระลึกถึงคุณของครูบาอาจารย์เป็นหลัก
ข้อมูลฝ่ายศิษย์บางแห่งกล่าวว่า วัตถุมงคลของหลวงปู่ชื่นควรเก็บไว้ในที่เหมาะสม วันพระอาจถวายดอกมะลิหรือน้ำหอมตามกำลังศรัทธา เรื่องนี้เป็นธรรมเนียมเฉพาะในกลุ่มผู้บูชา ไม่ใช่ข้อบังคับว่าต้องทำจึงจะเกิดผล
หากต้องการอธิษฐานเรื่องค้าขาย ลองขอให้ตนเองมีวาจาดี ซื่อสัตย์ และพบลูกค้าที่จริงใจ หากขอเรื่องการงาน ก็ขอให้มีสติแก้ปัญหาและได้รับความร่วมมือจากคนรอบข้าง คำอธิษฐานเช่นนี้ไม่ผลักภาระทั้งหมดไปให้วัตถุมงคล แต่พาใจกลับมาหาสิ่งที่เราลงมือทำได้ด้วยตัวเอง
ขุนแผนชมตลาดอาจเป็นพระเครื่องที่เล่าเรื่องเสน่ห์ของชายถือร่ม แต่ความหมายลึกลงไปคือการกล้าออกไปพบผู้คนด้วยความมั่นใจและวางตัวอย่างเหมาะสม เพราะต่อให้มีพระดีแค่ไหน หากเจ้าของพูดจาไม่น่าฟัง ไม่รักษาคำพูด และเอาเปรียบคนอื่น ตลาดไหนก็คงไม่อยากให้เดินเข้าไปนักหรอก
เมื่อแขวนขุนแผนชมตลาดแล้ว ลองถามตัวเองสักนิดว่า วันนี้เราทำตัวให้น่ารัก น่าเชื่อถือ และน่าคบหาสมกับพระที่อยู่บนคอแล้วหรือยัง

